สมาชิกเข้าระบบ






















/ คุยเรื่องพระเครื่อง > คุยเรื่องพระเครื่องทั่วไป > หลวงพ่อเงิน

หลวงพ่อเงิน

สภาพสวย แก่ทอง พิมพ์นิยม
โดย :
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

วันที่ : 23 มกราคม 2555 เวลา 17:13:06 น.
อัพเดท : 23 มกราคม 2555 เวลา 17:13:06 น.
เปิดอ่าน : 8,287 ครั้ง
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 6

ต้องขออนุญาตนำข้อมูลความรู้มาแสดง เพื่อความรู้ความเข้าใจด้วยครับขอบคุณมากๆ
รูปเหมือนหลวงพ่อเงินว่าด้วยน้ำหนักตำรับชาวพิจิตร


ก่อนอื่นใดต้องแสดงความเข้าใจก่อนว่า คำนิยาม รูปหล่อหลวงพ่อเงิน ?พิมพ์นิยม? และ ?พิมพ์ขี้ตา?
นี้ไม่ใช่คำที่ชาวพิจิตรเขาเรียก คำสองคำนี้เพิ่งมาเกิดเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง แต่เดิมคนพิจิตรเขาเรียกพระรูปหล่อหลวงพ่อเงิน
ตามน้ำหนัก และ สันฐานขององค์พระโดยแบ่งเป็นสองประเภทคือ

1. แบบแบน (จอบเล็ก ?จอบใหญ่)
2. แบกกลม (พิมพ์นิยม ? พิมพ์ขี้ตา)


แบบแบน ก็คือพระเครื่องหลวงพ่อเงินพิมพ์ จอบเล็ก และจอบใหญ่ เชื่อกันว่าพิมพ์จอบเล็กสร้างก่อนพิมพ์อื่น ๆ
ทั้งหมดโดยช่างฝีมือชาวบ้าน และเป็นต้นแบบใหนการจัดสร้างเป็นทางการในเวลาต่อมา

แบบกลม ก็คือพระเครื่องหลวงพ่อเงินรูปหล่อ หรือรูปเหมือนของท่านแบบลอยองค์ พิมพ์นิยม และพิมพ์ขี้ตา

นอกจากนี้ชาวพิจิตรเขายังประมาณน้ำหนักของพระเอาไว้กับการเรียกขานด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระรูปเหมือนหล่อโบราณที่เรียกว่าแบบกลมนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 ขนาดคือ ขนาดน้ำหนักหกสลึง
และแบบขนาดน้ำหนักหนึ่งบาท ( เป็นเพียงค่าน้ำหนักประมาณการมิใช่น้ำหนักแท้จริงของพระ )

1. พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตา พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์ขี้ตา แต่ก่อนเขานิยมเรียกกันว่า แบบกลมหกสลึง
(คำว่า ?ขี้ตา? เพิ่งจะมาเรียกไม่กี่สิบปีนี้เอง) สมัยก่อนใครมีหลวงพ่อเงินก็จะนำมาอวดกันคุยกันถามว่า แบบ กลม หรือ
แบบแบน
คำว่าพิมพ์ขี้ตานี้เพิ่งจะมานิยามกันตามลักษณะของพระที่มีเม็ดโลหะเป็นติ่งเล็กอยู่ตรงหัวตาซ้ายย้อยลงมาข้างล่าง
ก็เลยเรียก พิมพ์ขี้ตาตามสภาพที่เห็น แบบกลมพิมพ์ขี้ตา เท่าที่พบมามีขนาดหกสลึงเท่านั้นยังไมพบขนาดหนึ่งบาท
พิมพ์ขี้ตา สร้องก่อนพิมพ์นิยมประมาณว่ามีอยู่ไม่เกิน 2 พันองค์ และแยกออกเป็นหลายพิมพ์เช่น แบ่งเป็นพิมพ์ 3 ชาย 4 ชาย 5 ชาย โดยสักเกตุจากริ้วจีวร เป็นงานช่างฝีมือชาวบ้านจึงมีความงดงามเรียบร้อยสู้พิมพ์นิยมไม่ได้ หลวงพ่อเงินพิมพ์นี้เทหล่อแบบวิธีแม่พิมพ์ประกบหรือเทแบบเบ้าหก พระพิมพ์ขี้ตาจึงมีเนื้อเกินมาก และมีตะเข็บข้างทุกองค์

2. พระรูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม ชาวพิจิตรรู่นเก่าก่อน เรียกพระรูปหล่อพิมพ์นิยมนี้ว่า ?แบบหกสลึง? ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่พบเห็นกันอยู่ในขณะนี้ ....แต่จะเชื่อหรือไม่ว่า... คนพิจิตรเขายืนยันว่า แบบพิมพ์นิยมนี้มี 2 ขนาด คือแบบน้ำหนัก 1 บาท และ น้ำหนัก 6 สลึง นั้นก็คือแบบ พิมพ์นิยมที่สะสมเช่าหากันอยู่เวลานี้นั้นเอง

สำหรับพระเครื่องหลวงพ่อเงินน้ำหนัก 1 บาท แท้จริงแล้วก็คือพระรูปหล่อหลวพ่อเงินที่หลวงพ่อเงินอนญาติให้จัดสร้างเพื่อหาทุนทรัพย์สร้างพระอุโบสถวัดห้วยเขน นั้นเอง (วัดห้วยเขนเป็นวัดในอุปถัมภ์ของหลวงพ่อเงินอีกวัดหนึ่ง) โดยผู้ที่ทำบุญสร้างพระอุโบสถวัดห้วยเขนจำนวน 1 บาท จะได้พระรูปเหมือนหลวงพ่อเงินหนึ่งองค์ หรือ จะเลือกภาพถ่ายบูชาขนาดประมาณห้านิ้วอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ โดยพระพลวงพ่อเงินน้ำหนักหนึ่งบาทนี้มีขนาดเล็กกว่าพิมพ์นิยมขนาดหกสลึงเล็กน้อย แต่มีรายละเอียดพิมพ์ทรงคล้ายกันมาก แต่..โปรดทราบและสังเกตุให้ดีว่า พระห้วยเขนพิมพ์นิยม หรือ หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมน้ำหนักหนึ่งบาทนี้เป็นพิมพ์ที่ไม่มีรอบตะไบบั้งแขน ไม่มีโค้ดลับ หรืออักขระใด ๆ กำกับทั้งสิ้น ถ้าท่านพบว่ามีรอยตะไปหรือ มีโค้ดลับอะไร อักขระใด ๆ ในองค์พระแล้ว ให้เข้าใจได้เลยว่าเป็นพระหลวงพ่อเงินห้วยเขนรุ่นอื่นไม่ใช่รุ่นน้ำหนักหนึ่งบาทที่กำลังกล่าวถึง รูปหล่อพิมพ์นิยมน้ำหนักหกสลึง เป็นพระเครื่องที่หลวงพ่อเงินอนุญาตให้คณะศิษย์จัดสร้างอย่างเป็นทางการในราปี พ.ศ.2448-2452 ซึ่งท่านมีอายุกว่า 90 ปีแล้ว การจัดสร้างครั้งนี้มีพระเครื่องทั้งหมด 3 พิมพ์คือ

1. รูปหล่อลอยองค์น้ำหนึกหกสลึง (พิมพ์นิยม)
2. เหรียญจอบใหญ่ (ไข่ปลาหรือข้างเม็ด)
3. เหรียญหล่อจอบเล็ก

โดยช่างจากบ้านช่างหล่อเป็นผู้ดำเนินการ จากข้อมูลเชิงลึกที่มีผู้ค้นคว้าและได้รับการเปิดเผย ออกมาเมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้วว่าผู้ปั้นหุ่นหลวงพ่อเงินเป็นช่างฝีมือสตรีระดับแนวหน้าของยุคนั้น ชื่อ วัน สุทัสน์ ณ อยุธยา ?คุณยายวัน? หรือ ?คุณย่าวัน? นั้นมีลูกหลานมากมายหลายคนที่ได้รับการถ่ายทอดบอกเล่าถึงประวัติการสร้างพลวงพ่อเงิน และยังได้รับพระหลวงพ่อเงินตกทอดมาอีกด้วย

นอกจากลูกหลานของท่านจะยืนยันว่าคุณยายวัน สุทัศน์ ณ อยุธยา เป็นช่างปั้นหุ่นหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยม และแบบจอบใหญ่จอบเล็กแล้ว ยังยืนยันว่ามิได้มีเฉพาะเนื้อทองเหลืองหรือทองผสมเท่านั้น ยังมีเนี้อเงินอีกด้วย เกี่ยวกับโลหะที่นำมาใช้สร้างพระหลวงพ่อเงินคนพิจิตรทราบมานานว่านอกจากเนื้อเงินแล้วยังมีเนื้อทองคำ นาค แต่ไม่มาก พิจิตรยุคก่อนโน้นเป็นเมืองแห่งโรงสีไฟหรือโรงสีข้าว พ่อค้าคหบดีร่ำรวยมีมากล้วนเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ในเมื่อนำเงินมาสร้างได้แล้วทองคำกับนากจะไปยากอะไร เพียงแต่ขอสร้างกันเป็นส่วนตัว อย่าลืมว่าแม้ตะกรุดหลวงพ่อก็อนุญาตให้ใช้ทองคำสร้างมาแล้ว

วันที่ : 16 เมษายน 2555 เวลา 9:19:28 น.
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 5

วัดบางคลาน

วัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน เดิมมีชื่อว่า "วัดวังตะโก" ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจของวัดนี้คือ พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร เป็นพิพิธภัณฑ์รูปมณฑป 2 ชั้น ชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของ หลวงพ่อเงิน เกจิอาจารย์ที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศรู้จักและเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่งที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ชั้นล่าง เป็นที่แสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ทางวัดได้สะสมไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุที่มีผู้นำมาถวาย เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ เปิดให้ประชาชนนมัสการระหว่างเวลา 08.00-17.00 น.
สิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือโบราณวัตถุต่างๆ ที่ทางวัดได้สะสมไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นวัตถุที่มีผู้นำมาถวาย เช่น พระพุทธรูป พระพิมพ์ เครื่องปั้นดินเผา ฯลฯ
สิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจของวัดนี้คือ พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์รูปมณฑป 2 ชั้น ชั้นบนประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของ หลวงพ่อเงิน เกจิอาจารย์ที่ประชาชนชาวไทยทั่วประเทศรู้จักและเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่งที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้

วิธีการเดินทาง

ใช้ทางหลวงหมายเลข 1067 เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 8 กิโลเมตร

โทร 056-669030-1

ข้อมูลประวัติหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ

เกิด วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ.2353 เดือน 10 ปีฉลู

อุปสมบท ที่วัดตองปู หรือวัดชนะสงคราม กรุงเทพฯ

มรณภาพ วันศุกร์ แรม 11 ค่ำ ปีมะแม พ.ศ. 2462

รวมสิริอายุ ประมาณ 109 ปี

หลวงพ่อเงิน ท่านเกิดเมื่อ วันที่ ๑๖ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๓ ตรงกับวันศุกร์ เดือน ๑๐ ปีฉลู บิดาชื่อ อู๋ มารดาชื่อ ฟัก ท่านเกิดที่บ้านบางคลาน อำเภอโพธิ์ทะเล จังหวัดพิจิตร บิดาเป็นชาวบางคลาน มารดาเป็นชาวบ้านแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี (แสนตอ) จังหวัดกำแพงเพชร
ชาติภูมิ
บิดาของหลวงพ่อเงินเป็นชาวบางคลาน มารดาเป็นคนบ้านแสนตอ อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร มีพี่น้องทั้งสิ้นรวม ๖ คน ดังนี้
(๑) ตาพรหม เป็นพี่ชายคนโต
(๒) ยายทับ (ไม่ทราบนามสกุล)
(๓) ตาทอง หรือ ตาภุมรา
(๔) หลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
(๕) ตาหลำ (ไม่ทราบนามสกุล)
(๖) ยายรอด (ไม่ทราบนามสกุล)
ตั้งแต่อายุ ๓ ขวบ ได้ไปอยู่กับลุง ชื่อนายช่วง ที่กรุงเทพฯ และได้เข้าเรียนที่ บ้านตองปุ (วัดชนะสงคราม) จังหวัดพระนคร เมื่ออายุได้ ๑๒ (พ.ศ. 2365) ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรได้ศึกษาธรรมวินัย เวทย์วิทยาการต่างๆ จนแตกฉาน พออายุใกล้อุปสมบทท่านได้สึกจากสามเณรและหลังจาก ได้อุปสมบทแล้วได้จำพรรษาอยู่ที่วัดตองปุ (วัดชนะสงคราม) ได้ร่ำเรียนวิปัสสนาอยู่ ๓ พรรษา แล้วมาอยู่วัดคงคาราม (วัดบางคลานใต้) ได้ ๑ พรรษา ขณะนั้นหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ให้เป็น เจ้าอาวาสอยู่ ท่านเป็นพระเรืองวิชา ชอบเล่นแร่ แปลธาตุ แต่หลวงพ่อเงินท่านเคร่ง ธรรมวินัย ชอบความสงบ ท่านจึงได้ย้ายไปอยู่หมู่บ้านวังตะโก ลึกเข้าไปทางลำน้ำเก่า
กล่าวกันว่า....เดิมที่ท่านจากวัดคงคารามไปแล้ว ก็มาปลูกกุฏิด้วยไม่ไผ่มุงหลังคาด้วยแฝกอยู่องค์เดียว และพร้อมกันนั้นได้นำกิ่งโพธิ์มาปักไว้ที่ริมตลิ่ง (หน้าพระอุโบสถ) แล้วอธิษฐานว่าถ้าท้องถิ่นนี้จะเจริญรุ่งเรืองเป็นอารามต่อไป ก็ขอให้โพธิ์ต้นนี้งอกงามแผ่กิ่งก้านสาขาเป็นนิมิตดีต่อไปด้วย และเหตุการณ์ก็เป็นจริงดังอธิษฐานไว้ ซึ่งต่อมาพื้นที่แถบนั้นก็ได้ปรากฏเป็น "วัดวังตะโก" เกิดขึ้น พระอารามแห่งนี้ "หลวงพ่อเงิน" ได้เป็นผู้สร้างไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2377 ต่อมาวัดวังตะโก หรือวัดหิรัญญารามก็เจริญอย่างรวดเร็ว มีผู้คนเคารพนับถือและถวายตัวเป็นศิษย์ ขอมาฟังธรรม ขอเครื่องรางของขลัง และขอให้หลวงพ่อช่วยรักษาโรคให้ ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์เป็นเจ้าคุณฝ่ายวิปัสสนา
หลวงพ่อเงินขณะอยู่ที่วัดท้ายน้ำ ท่านไม่ต้องการตำแหน่งใด ๆ ทั้งสิ้น คือ เพียงมาอาศัยอยู่ในฐานะลูกวัด แต่ก็มีผู้เลื่อมใสท่านากกว่าพระองค์อื่น ๆ ในวัด ท่านสนิทสนมกับกลวงพ่อเขียวมากผู้เฒ่าในหมู่บ้านท้ายน้ำหลายท่านซึ่งมีชีวิตอยู่ในขณะนี้สามารถยืนยันเกตุการณ์ในอดีตได้เป็นอย่างดี
ที่ว่าประวัติคลุมเครือก็เพราะหลวงพ่อเงินมีอายุยืนยาวมาก ถ้าท่านออกจากวัดคงคารามเมื่ออายุก่อน๓๐ ปี แล้วท่านจะไปอยู่ที่ใดจึงมาอยู่ที่วัดท้ายน้ำเอาเมื่ออายุเกือบ ๘ ปี ลุงเลียบ พูลชัยนาท บอกว่า หลวงพ่อเงินมาอยู่วัดท้ายน้ำเมื่อท่านยังเป็นเด็ก และจากไปอยู่วัดบางคลานเมื่อท่านอายุได้ประมาณ ๑๕ ปี ปัจจุบันท่านอายุ ๘๗ ปี แสดงว่าหลวงพ่อเงินจากวัดท้ายน้ำไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๕๗ นั่นเอง และไปอยู่วัดบางคลานอีกไม่กี่ปีก็สิ้นบุญ ท่านยืนยันอย่างนั้น มีทัศนะเดียวที่เป็นไปได้ก็คือ เมือท่านจากวัดคงคาราม นำต้นโพธิ์มาปลูกแล้ว อาจจะ จำพรรษาอยู่ที่นี่สักระยะหนึ่ง พ.ศ.๒๓๗๗ ออกจากวัดคงคาราม พ.ศ.๒๓๗๕-๒๓๗๗ อยู่วัดท้ายน้ำร่วมกับหลวงพ่อเขียว พ.ศ.๒๓๗๗-๒๔๒๗ แล้วจึงออกธุดงค์ไปที่อื่นนานถึง ๕๐ ปี แล้วจังกลับไปอยู่วัดบางคลานที่ท่านริเริ่มสร้างไว้ ที่ท่านอยู่วัดบางคลานไม่กี่ปีเพราะเนื่องจากถาวรวัตถุที่วัดบางคลานที่ท่านสร้างไว้มีน้อยมากเปรียบเทียบแล้วสู่วัดท้ายน้ำไม่ได้ข้าวของเครื่องใช้ของท่านก็มีหลงเหลืออยู่ที่วัดท้ายน้ำมากวัดบางคลานถูกทิ้งร้างมานาน พ.ศ.๒๓๗๕-๒๓๗๗ อยู่วัดท้ายน้ำร่วมกับหลวงพ่อเขียว พ.ศ.๒๓๗๗ ออกจากวัด
เมื่อหลวงพ่อเงินย้ายกลับไปอยู่วัดบางคลานในระยะสุดท้ายของชีวิต ท่านไม่ได้ทอดทิ้งวัดท้ายน้ำและวัดคงคาราม ท่านยังกลับมาช่วยบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่าง ๆ ด้วย เมื่ออาจารย์โห้ให้เจ้าอาวาสวัดคงคารามสิ้นแล้ว ท่านก็ยังกลับไปสร้างศาลาให้วัดคงคารามอีก นอกจากนี้ท่านยังเดินทางไปวัดท้ายน้ำบ่อย ๆ สมัยก่อนไม่มีถนนหนทางสะดวกอย่างทุกวันนี้ มีข่างเล่ากันว่า บางครั้งหลวงพ่อเงินเดินทางจากวัดท้ายน้ำกลับไปวัดบางคลาน ท่านยังหลงอยู่ในป่าเป็นเงลานาน เพราะสมัยก่อนเป็นป่าดงดิบจริง ๆ ไม่ใช่ทุ่งนาอย่างในสมัยนี้ ระยะทางระหว่าง ๒ วัดนี้ ถ้าหากวัดระยะทางเป็นเส้นตรง ก็จะได้ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร

"หลวงพ่อเงิน" นับเป็นพระเกจิอาจารย์ ผู้เลื่องชื่อ ด้านไสยเวทเยี่ยมยอดที่สุดของเมืองพิจิตร จนเมื่อมาอยู่วัดวังตะโดและได้พัฒนาวัดจนรุ่งเรือง เป็นที่รู้จักกันไปทั่วว่า หลวงพ่อเงินสามารถรู้ผู้มาเยือนด้วยญาณวิเศษได้อย่างมหัศจรรย์ และยังเป็นหมอเชี่ยวชาญในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่ชาวบ้านได้อย่างชะงัดอีกด้วย เคยมีผู้ไปลองดีกับท่าน ท่านก็แอ่นอกให้ยิง แต่กระสุนไม่ยอมออกจากลำกล้อง ความศักดิ์สิทธิ์เยี่ยงอัจฉริยะของ "หลวงพ่อเงิน" บางคลาน นับว่าร่ำลือกันไปไกลมาก จนถึงขนาดเสด็จในกรม "กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์" ก็ยังเสด็จไปฝากตัวเป็นศิษย์ด้วย
ผลงานที่สำคัญ
๑. ด้านการก่อสร้าง หลวงพ่อมักเป็นธุระในเรื่องการสร้างถาวรวัตถุ ท่านเป็นนักก่อสร้าง ท่านควบคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง ท่านรวบรวมปัจจัยได้จากการสร้างวัตถุมงคล เงินบริจาค สิ่งที่ท่านชอบสร้างอีกอย่างหนึ่งนอกจากโบสถ์ วิหาร ศาลา ก็คือ ศาลาพักร้อนเพื่อคนสัญจรไปมา
๒. ด้านการรักษาโรคด้วยวิชาแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อเงิน เป็นหมอแผนโบราณ ทางด้านการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยยาสมุนไพรหรือบางครั้งก็ใช้น้ำมนต์ ซึ่งก็ให้ผลในด้านกำลังใจ ปัจจุบันยังมีตำรายาและสมุดข่อย ของท่านที่เก็บรักษาไว้ที่วัดบางคลาน
๓. เป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงด้านวิปัสสนา เป็นศิษย์รุ่นเดียวกันกับหลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท ซึ่งท่านได้ แนะนำให้กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ได้มาเรียนวิชาทางวิปัสสนากับหลวงพ่อ รวมทั้งสมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ก็เสด็จมาประทับที่วัดวังตะโก อยู่หลายวัน เพื่อเรียนทางด้านวิปัสสนา
๔. พระเครื่องหรือพระพิมพ์ หลวงพ่อไม่นิยมสร้างพระเครื่อง เพราะท่านบอกว่า คงกระพันชาตรีเป็นเรื่องเจ็บตัว พระเครื่องรุ่นที่ หลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่จึงมีน้อย และมีพระคุณานุภาพทรงคุณทางแคล้วคลาดคงกระพันชาตรี เมตตามหานิยม พระเครื่องรุ่นที่ท่านจัดสร้างมี
- หลวงพ่อเงินชนิดกลม (ลอยองค์ มี ๒ ชนิด คือ พิมพ์ขี้ตาและพิมพ์นิยม)
- หลวงพ่อเงินชนิดแบนหรือสามเหลี่ยมหน้าจั่ว
- หลวงพ่อเงินชนิดสามเหลี่ยมหน้าจั่วไข่ปลา
- พระเจ้าห้าพระองค์
ท่านมีโรคประจำตัว คือโรคริดสีดวงทวาร ท่านรักษาตัวเองบางครั้งก็หาย บางครั้ง ก็กลับเป็นอีก ท่านเคยกล่าวว่า "คนอื่นร้อยพันรักษาให้หาย แต่ผงเข้าตาตัวเองกลับรักษาไม่ได้" ท่านมรณภาพ เมื่อวันศุกร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีมะแม ตรงกับ พ.ศ.๒๔๖๒ อายุได้ ๑๐๙ ปี

วัตถุมงคลที่ได้รับความนิยม

หลวงพ่อเงิน ท่านได้สร้างและปลูกเสกวัตถุมงคลเอาไว้หลายชนิดทั้งพระรูปหล่อ เหรียญหล่อ พระเนื้อดิน และตะกรุด ที่ได้รับความนิยมสูงสุด และพระที่นิยมในวงการปัจจุบัน คือ รูปหล่อ และเหรียญหล่อ

รูปหล่อหลวงพ่อเงิน เป็นพระเนื้อโลหะผสมประเภททองเหลือง มี 2 พิมพ์ คือ พิมพ์นิยม และพิมพ์ขี้ตา สร้างเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.2460 ส่วนเหรียญหล่อหรือเหรียญจอบมีทั้งพิมพ์จอบใหญ่และพิมพ์จอบเล็ก

พุทธคุณที่เล่าสืบทอดกันมา

วัตถุมงคลท่านเด่นทางด้าน เมตตามหานิยมและแคล้วคลาด

วันที่ : 2 เมษายน 2555 เวลา 21:32:03 น.
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 4

คาถาบูชาหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
คาถาบูชาหลวงพ่อเงิน พุทธโชติ
หมายเหตุ หลวงพ่อเงิน วัดคงคาราม หลวงพ่อเงิน วัดท้ายน้ำและหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน (วัดหิรัญญาราม) คือองค์เดียวกัน
วัดท้ายน้ำ ( วัดเก่าหลวงพ่อเงิน ) อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร


ให้ตั้ง นะโมฯ 3 จบ แล้วสำรวมจิตกล่าวคาถา
สิทธิพุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมา นะชาลีติ
สิทธิธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมา นะชาลีติ
สิทธิสังฆัง จิตตังมะมะ เงินทองไหลมา นะชาลีติ
ฉิมพลี มหาลาภัง ภะวันตุเม

วันนมัสการหลวงพ่อเงิน วันอังคาร วันพฤหัสบดี วันศุกร์ พร้อมด้วยดอกบัวหรือดอกมะลิ 9 ดอก หมาก 3 คำ จัดใส่พาน และธูป 9 ดอก เทียน 1 คู่ ให้ตั้งจิตอธิษฐานขอบารมีพุทธคุณของหลวงพ่อเงินคุ้มครอง ป้องกันภัยจากโจรผู้ร้าย ตลอดจนค้าขายของดีเลิศมีเมตตามหานิยม พุทธคุณของหลวงพ่อเงินเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะวัตถุมงคล อาทิเช่น รูปหล่อลอยองค์หลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมและพิมพ์ขี้ตา ไข่ปลาหน้าจอบ หน้าจอบเล็ก ตะกรุด และความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์ เป็นต้น ยังมีความอภินิหารอีกมากสุดที่จะนำมากล่าวนี้

คาถาหลวงพ่อเงิน สำหรับคงกระพัน ว่าดังนี้
พระพุทธัง พระเจ้าคงหนัง
พระธัมมัง พระเจ้าคงเนื้อ
พระสังฆัง พระเจ้าคงกระดูก
โอม เพชรคงคา ตรีคงสวาหะ

คาถาหลวงพ่อเงิน เวลาเดินทางไปไหนใช้ภาวนา
? สุสูสัง อะระหัง ภคะวา ?
บทนี้ใช้สำหรับเมตตา หรือเวลาสูบบุหรี่ ว่าดังนี้ ? มัคคะยาเทวัง ?

ยาหลวงพ่อเงิน เป็นยากลางบ้าน ใช้เป็นยาถ่ายก็ได้ใช้ได้หลายชนิด เครื่องยาดังนี้
1. ขมิ้นอ้อย 5 แว่น ลงพระเจ้า 5 พระองค์ คือ นโมพุทธายะ ชิ้นละ 1 ตัว จะเป็นตัวขอมหรือตัวไทยก็ใช้ได้ ในขนุน 7 ใบ ลง สะทะวิ ปิปะสะอุ ใบมะกา 1 กำ ขี้กำฝอยกลางบ้าน 1 กำมือ เกลือ 3 หยิบ ต้มรับประทานท่านว่าหายแลฯ
วันที่ : 4 มีนาคม 2555 เวลา 9:28:48 น.
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 3

รูปหล่อหลวงพ่อเงินพิมพ์นิยมวัดบางคลาน ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตรนั้น เป็นพระหล่อแบบโบราณหรือที่เรียกกันว่าพิมพ์เบ้าทุบโดยมีแม่พิมพ์ที่ทำขึ้นจากดินขี้วัว และหล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสมกับทองคำที่ชาวบ้านมีจิตศรัทธาร่วมกันบริจาคใส่ลงไป ในขณะที่กำลังทำพิธีเททองหลอมสร้างรูปหล่อหลวงพ่อกันที่วัด ดังนั้นตามผิวพระนั้นนอกจากจะปรากฏธรรมชาติของความเก่าโดยมีความแห้งจัดตามอายุของการสร้างแล้ว ยังมักจะปรากฏคราบขี้เบ้าที่มีสีดำอมน้ำตาลติดแน่นอยู่กับผิวพระหรือคราบของดินเบ้าติดในบางจุดอีกด้วย(เป็นการพิจารณาพระสภาพเดิมๆ) และอีกทั้งเนื้อพระอาจอาจจะมองเห็นกระแสทองคำเป็นจ้ำๆอยู่ติดในบางจุดซึ่งปนอยู่ในกระแสของเนื้อพระหรือตามผิวของพระก็มี เนื่องจากทองนั้นมีจุดหลอมเหลวในอุณหภูมิที่แตกต่างไม่เท่ากันกับทองเหลือง เนื้อจึงดูไม่ค่อยเข้ากัน
และการพิจารณาทางด้านพิมพ์ทรงนั้น ในพิมพ์นิยมจะแบ่งออกเป็น 2 พิมพ์ มีพิมพ์เศียรบาตร หรือพิมพ์เศียรโตซึ่งมีขนาดน้ำหนักหกสลึง และพิมพ์เศียรเล็กมีน้ำหนักห้าสลึงกว่า องค์นี้เป็นพิมพ์นิยมเศียรโต แต่ว่าทั้ง2พิมพ์นั้นก็จะมีลักษณะซึ่งมีจุดพิจารณาพอเป็นข้อสังเขปได้โดยรวมๆดังนี้ หน้าผากจะมีลักษณะโหนกมองดูเหมือนบาตรคว่ำลง ตาดูเว้าลึกเหมือนหมวกแก๊ปมีลักษณะของดวงตาที่กำลังหลับลง และอาจจะเห็นมีเส้นขอบตาเป็นขีดอยู่ข้างล่างตาก็มี ส่วนจมูกนั้นจะเป็นรูปชมพู่ดั้งมักจะยุบดูกลืนหายทำให้เกิดเป็นแอ่งและมีเส้นแตกพิมพ์ที่โคนดั้ง ปากจะมีริมฝีปากแต่เห็นชัดทางทางด้านล่างและพอมองเห็นไรฟันติดรำไร อีกทั้งถ้าสังเกตดูตรงริมมุมปากกับแก้มข้างขวาของรูปหล่อหลวงพ่อจะดูยุบตอบ ถ้าพิจารณาเปรียบเทียบกับรูปถ่ายจริงจะมองเหมือนหลวงพ่อกำลังอมหมากอยู่ตรงมุมปากด้านนี้ ส่วนคางนั้นจะแหลมเป็นสันยื่นออกมาเล็กน้อยโดยมีร่องเน้นแยกกันกับริมฝีปากล่าง คอจะมีซอกที่ลึกมากถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นคอด้วย ส่วนใบหูเหมือนใบหูจริงมีติ่งหูระบายอ่อนๆช้อยลงมาวางประบ่า (พิจารณาทางด้านหลังประกอบ)
ส่วนสังฆาฏิเป็นลำหนายกนูนสูงขึ้น โดยมีขอบสันของสังฆาฏิพับเน้นที่ตามริมขอบข้างทั้งสองด้าน และช่วงบนของผ้าสังฆาฏิจะสโลปโค้งลงมาก่อนและคดเล็กน้อยตรงแนวระดับช่วงกลางอกและค่อยๆสอบเล็กลงมา มีมุมเว้าเข้าเป็นแอ่งรูปสามเหลี่ยมตอนปลาย ส่วนของชายด้านล่างของสังฆาฏิจะวางอยู่เหนือบนมือที่ประสานโดยเว้นช่องแยกเพียงเล็กน้อย ส่วนของกลีบจีวรทางด้านขวามือเราจะดูเป็นเส้นพริ้วคล้ายเปลวเพลิงจัดเป็นจีบพริ้วซ้อนๆกันอยู่ไม่เป็นเส้นแข็งทื่อ ส่วนทางด้านซ้ายมือเราเป็นเส้นริ้วจีวรเน้นเป็นร่องลึกทางด้านบน ทำให้เนินอกดูตั้ง และกลีบจีวรจะเป็นเส้นคู่กันทางด้านบนและเป็นเส้นเดี่ยวแยกกันเป็น2-3เส้นในช่วงล่าง
การวางวงแขนก็จะอยู่ในท่านั่งแบบสบายคือกางแขนเป็นวงกว้างหักแบ่งออกเป็นช่วงๆ มีข้อศอกอยู่ทางด้านหลังและงอมาเป็นช่วงแขนกับมือ ไหล่ผายออกทางด้านหลังอกยกตั้งนั่งตรงไม่นั่งเกร็งหรือนั่งห่อตัว และมือที่ขัดสมาธิกันตรงนี้จะมีช่องว่างซึ่งมีเส้นแซมเชื่อมต่ออยู่ ส่วนใต้มือที่ประสานกันนั้นก็จะมองเห็นนิ้วชี้ข้างซ้ายที่ติดเป็นเส้นพริ้วลางๆ ต่ำลงมาจะเห็นสันแข้งข้างบนดูใหญ่หนาและพอจะมองเห็นปลายเท้ากับนิ้วเท้า ส่วนแข้งด้านล่างจะเป็นเสันคมเรียวเล็ก มององค์หลวงพ่อท่านจะนั่งลอยองค์คือมีช่องว่างกับฐานเป็นร่องลึกเน้นองค์พระให้ลอยเด่น จึงเรียกกันว่ารูปหล่อลอยองค์
ส่วนทางด้านหลังนั้นจะเห็นว่าไหล่ทางขวาตอนบนจะถูกผ้าจีวรรัดจนเป็นแนวร่อง และก็มีสันไหล่มองเป็นกล้ามเนื้อซึ่งยกเป็นเนินสูงกว่าช่วงคอที่ดูลาดต่ำลงมา ส่วนเศียรหลวงพ่อเป็นรูปแบบเศียรทุย และลองพิจารณากลีบจีวรช่วงล่างทางซ้ายมือเราจะเป็นเส้นแหลมชนเข้าในผ้าสังฆาฏิ และวิ่งเป็นแนวโค้งออกด้านข้างพับเป็นจีบซ้อนๆกันไปทางด้านหน้า ส่วนทางขวามือก็พับเป็นจีบซ้อนๆกันโคนแหลมวิ่งเข้าใต้ขอบของชายผ้าสังฆาฏิเช่นกัน และตรงด้านหลังนี้เองเป็นจุดที่ให้มองเห็นว่าหลวงพ่อท่านนั่งหลังตรงไม่นั่งหลังแอ่น ข้อศอกข้างขวามือที่กางออกจะพอมีช่องว่าง(ไม่นั่งหนีบจีวร) และก็ยังมีช่วงเนินสะโพกพอให้เห็นเป็นสัดส่วนอีกด้วย และต่ำลงมาช่วงล่างสุดจะเห็นหลวงพ่อจะนั่งทับสังฆาฏิก่อนที่ปลายของสังฆาฏิจะพาดโค้งพับวาดไปทางด้านหน้า
และที่สำคัญเราควรจะสังเกตรอยตะไบเก่า คือมีลักษณะจะเป็นรอยจางๆไร้ประกายในร่องตะไบ และก็ไร้ทิศทาง คือไม่เป็นรอยที่เป็นเส้นขนานไปในทางเดียวกัน และจะปรากฏอยู่ห่างๆกันไม่อยู่ติดกันเป็นแพ ถ้าติดเป็นแพหรือเป็นร่องลึกมากจนผิดสังเกต ไม่ว่าตรงจุดไหนก็ตาม ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นรอยจากเครื่องเจีย หรือเป็นรอยแทงจากตะไบใหม่ ซึ่งรอยตะไบแต่งพิมพ์ที่ว่านี้ มักจะปรากฏอยู่ตามขอบหรือใต้ล่างของฐาน หรือด้านข้างขององค์พระก็มี (คือด้านข้างจะเกิดขึ้นในบางกรณีที่พิมพ์แตก หรือเกิดจากการแต่งหุ่นเทียนที่ไม่เรียบร้อย ซึ่งอาจเป็นในบางจุดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พบในบางองค์ ) และรวมทั้งการสังเกตุรอยยุบของผิวเนื้อรอบๆแกนเดือย ที่มักจะมีการหดตัวเป็นหน้าตังตามอายุของการสร้าง
วันที่ : 17 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา 19:23:25 น.
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 2

ก้นองค์พระ พอผ่านหรือเปล่าครับ
วันที่ : 24 มกราคม 2555 เวลา 15:12:47 น.
Iron (เหล็ก) Iron (เหล็ก)
รัน เมืองจันทร์

ความเห็นที่ 1

ด้านหลัง
วันที่ : 23 มกราคม 2555 เวลา 17:14:31 น.
ต้องล็อกอินก่อนจึงจะออกความคิดเห็นได้ คลิกที่นี่เพื่อล็อกอิน